วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเลี้ยงกบ

การทำบ่อเลี้ยง


                                                                                  (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

1. บ่อซีเมนต์     นิยมใช้เลี้ยงกันทั่วไปทั้งกบนาและกบบูลฟร๊อก มีขนาดตั้งแต่ 2x 2.5x1 ลบ.ม. จนถึง 3x 4x1 ลบ.ม. บ่อกักเก็บน้ำลึก 30-50 เซนติเมตร มีหลังคาหรือสิ่งคลุมปิดบังแสงสว่างบางส่วน เพื่อทำให้กบไม่ตื่นตกใจง่ายและช่วยในการป้องกันศัตรู บ่อแบบนี้สามารถดัดแปลงนำไปใช้ในการเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น การขยายพันธุ์ เลี้ยงกบเนื้อและพ่อแม่พันธุ์ การอนุบาลลูกอ๊อดและลูกกบเล็ก ความหนาแน่นที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ คือ 50-80 ตัว /ตารางเมตร กบรุ่นหรือกบเนื้อ คือ 100-120 ตัว/ตารางเมตร และลูกอ๊อด คือ 1,000-1,500 ตัว/ตาราง (ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกอ๊อดแต่ละชนิด)
2. บ่อดิน     ควรทำในลักษณะกึ่งถาวร โดยขุดบ่อลึกไปในดิน 50-70 เซนติเมตร ฝังท่อระบายน้ำก่อขอบบ่อด้วยอิฐบล๊อกสูง 2-3 ก้อน ด้านบนปากบ่อมีตาข่ายคลุมปิดเพื่อป้องกันนก ศัตรูธรรมชาติอื่นๆ และแมลงปอลงวางไข่ บ่อทำได้ในขนาดเดียวกับบ่อซีเมนต์โดยขึ้นอยู่กับสภาพพพื้นที่ของเกษตรกร ปัจจุบันบ่อดินมีความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีข้อเสีย คือดูแลรักษาความสะอาดและป้องกันศัตรูได้ยาก ส่วนข้อดีคือการลงทุนต่ำและบริเวณที่มีอากาศหนาวสามารถใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กบนาข้ามฤดูกาลได้ดีกว่าบ่อซีเมนต์ อาจทำเป็นบ่อพักกบนาชั่วคราว ในกรณีที่ต้องการลดอาหารเพื่อให้กบพักตัวในช่วงฤดูหนาวก่อนไปขาย
3. บ่อซีเมนต์ชนิดกลม     
มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางบ่อเป็น 1.5 เมตร มีความสูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และมีฝาปิด บ่อขนาดนี้ใช้ได้ดีในการขยายพันธุ์อนุบาลลูกอ๊อดและลูกกบเล็ก ง่ายต่อการคัดขนาด แต่ไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงกบใหญ่เนื่องจากกบจะกระโดดชนผนังและฝาที่ใช้ปิด ทำให้ปากแผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ถ้าจะใช้เลี้ยงกบใหญ่ ควรทำบ่อซีเมนต์ให้มีความสูงอย่างน้อย 1 เมตร การใช้ถังซีเมนต์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 1.5 เมตร ทำบ่อเลี้ยงกบทำให้กบเจริญเติบโตไม่ดี

                                                                                                       นาย จตุรงค์  อินนุรักษ์

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเลี้ยงสุกร


  ประวัติของการเลี้ยงสุกร



                    

       เริ่มในยุค Neolithesage สุกรที่พบมีต้นกำเนิดมาจากสุกรป่ายุโรป มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sus scrofa และสุกรที่พบในแถบเอเซียอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sus Vittatus ชาติแรกที่ในมาเลี้ยงคือจีน เลี้ยงแบบปศุสัตว์เกือบ 5,000 ปี ก่อน คศ. 800 ปีก่อน ค.ศ. มีบันทึกว่าอังกฤษนำมาเลี้ยง แพร่ไปเขตอเมริกาโดยโคลัมบัส เข้าไปในช่วง ค.ศ. 1539 (ปีที่พบดินแดนใหม่)ไปสู่รัฐฟอริดา โดยชาวสเปนนำสุกรไปแพร่หลาย ไทยเริ่มเลี้ยงโดยชาวจีนที่อยู่ในไทย โดยเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและอาชีพเสริม เป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองของชาวจีนและไทย เช่นพันธุ์ไหหลำ ที่นำมาจากต่างประเทศ คือ พ.ศ. 2461 พันธุ์ Large Black, Essex จากประเทศอังกฤษ พ.ศ. 2482,2492 พันธุ์ Midle White,Berkshire และ Worth จากยุโรปและอเมริกา ฯลฯ การเริ่มต้นในการเลี้ยงสุกร

                                                                                    
ระบบการให้อาหาร


  การให้อาหารอาหารแห้งนิยมมากว่าอาหารเปียกเพราะจะเก็บไว้นานและข้อเสียอาหารเปียกคือ เสียเก็บได้ยากข้อดีคือ ทำให้สัตว์ย่อยได้ดีขึ้น การให้อาหารบนรางนิยมมากกว่าบนพื้น

ระบบการสืบพันธ์

ระบบการสืบพันธ์แบ่งออก 3 ส่วน คือ 1. ลักษณะภายนอกคือการป้องกันอันตรายและปรับปรุงอุณหภูมิไห้เหมาะสม 2. ระบบต่อมต่างๆทำหน้าที่เป็นตัวเก็บอสุจิ3.ระบบต่อมต่างๆทำหน้าที่ผลิตของเหลว

                                                                                           นาย  ศักดา  สิงห์มี